สำหรับคนบางคน ความรักอาจไม่ใช่สิ่งจีรังยั่งยืน เมื่อหมดรัก ความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจก็อาจหมดไปด้วยเช่นกัน เหมือนเช่นผู้หญิงคนนี้ที่เธอต้องเจอกับสถานการณ์ที่ไม่มีใครอยากเผชิญ เมื่อผู้ชายที่เธอเคยรัก ปันใจให้ผู้หญิงอีกคน ในขณะที่ตอนนั้นลูกคนโตของเธอกับเค้ากำลังเรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ 3 และลูกคนเล็กก็เข้าเรียนชั้นประถมปีที่ 1 แล้ว

การรับมือกับการบอกลานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งถ้าความสัมพันธ์นั้นมีลูกเป็นโซ่ทองคล้องใจอยู่ แต่สุดท้ายเธอก็ยอมรับและใช้ชีวิตในฐานะคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวได้อย่างมีความสุข แต่กว่าจะผ่านช่วงเวลาเลวร้ายตรงนั้นมาได้ จนทำให้วันนี้เธอมีมุมมองต่อการเลิกราที่เปลี่ยนแปลงไป และพร้อมจะแบ่งปันประสบการณ์ของตัวเอง เพียงแค่คิดว่านี่อาจจะเป็นกำลังใจให้กับผู้หญิงที่กำลังต้องเผชิญกับสถานการณ์คล้ายๆ กันกับเธอ

“ฝ่ายชายปกตินิสัยเจ้าชู้อยู่แล้ว ก็จะมีเรื่องผู้หญิงมาเรื่อยๆ แต่เราก็ผ่านมันไปได้ตลอด จนตอนที่ฝ่ายชายเปลี่ยนใจก็คือช่วงที่เค้าไปเรียนและได้เจอผู้หญิงคนนั้น เค้าได้ทำกิจกรรมร่วมกัน ได้ใช้เวลาร่วมกัน ความสัมพันธ์ในครอบครัวเราก็เลยเริ่มเปลี่ยนไป” คุณล. เล่าให้เราฟังก่อนจะเสริมว่า “แต่ตอนหลังมาคิดดูส่วนนึงก็คงมาจากเราด้วย ตอนนั้นเราเองอาจใส่ใจเค้าน้อยลง เพราะว่าเราต้องเลี้ยงลูก 2 คน”

รู้ได้ยังไงว่าเค้าเริ่มเปลี่ยนไป?
“เค้าเริ่มกลับบ้านดึก ไปต่างจังหวัดบ่อย ไม่ค่อยอยู่บ้าน ไม่ค่อยพาครอบครัวไปเที่ยว ไม่นอนด้วยกัน พกโทรศัพท์ติดตัวตลอด”

อะไรทำให้คิดว่าพร้อมจะจบความสัมพันธ์นี้แล้ว?
“คือเรารู้แก่ใจตลอดว่าเค้าไม่ได้มีเราคนเดียว แต่ก็พยายามทำใจ เราทำทุกอย่างที่เคยทำให้เค้า ทำทุกอย่างให้เป็นปกติ แต่คนที่ไม่รักแล้วทำยังไงเค้าก็ไม่รัก จนวันนึงรู้สึกว่าเราทำดีที่สุดแล้ว เราพอแล้ว เหนื่อยแล้ว เราต้องกลับมารักตัวเอง”

รับมือกับช่วงเวลานั้นยังไง?
“ความคิดที่ว่าเราต้องกลับมารักตัวเองทำให้เกิดจุดเปลี่ยนที่กล้าเดินออกมาจากชีวิตเค้า และสิ่งที่ทำให้เราอยู่ได้อย่างมีความสุขคือพยายามไม่โกรธและให้อภัยเค้า เราใช้วิธีเข้าวัด ทำบุญ สวดมนต์ จนตัวเองรู้สึกเริ่มปลง ใจเย็น พอเราทำได้แล้ว เราจะเห็นเค้าเป็นแค่อากาศ ซึ่งต่างจากตอนเลิกแรกๆ ตอนนั้นเราจะรู้สึกโกรธตลอดเวลา แต่ก็อยากคุย อยากถาม แล้วสุดท้ายก็ทะเลาะกัน”

ลูกรับรู้ถึงเหตุการณ์นี้มากน้อยแค่ไหน และเราดูแลเค้าอย่างไร?
“ช่วงทะเลาะกัน เลิกกัน ลูกรับรู้ทุกอย่าง สิ่งแรกที่ทำคือจัดการตัวเองก่อน เปลี่ยนตัวเองจากที่ซึมเศร้าให้เป็นคนมีชีวิตชีวา ทำทุกอย่างเพื่อลูก เป็นทั้งพ่อ ทั้งแม่ ทั้งเพื่อนเล่น ทั้งเล่นเกม พูดคุยกับเค้า ให้เวลาอยู่กับลูกตลอด ไม่ให้ลูกรู้สึกโดดเดี่ยวหรือเหงา หากิจกรรมทำด้วยกัน บอกลูกเสมอว่าพ่อแค่ไม่ได้อยู่กับเรา แต่เมื่อไหร่ที่ลูกต้องการพูดคุย ต้องการคำปรึกษาลูกโทรหาพ่อได้ตลอดเวลา และพูดถึงความดีของพ่อ พ่อต้องทำงานหาเงินส่งเสียลูก ไม่พูดว่าร้ายพ่อให้ลูกฟัง ยังไงพ่อก็รักลูกเหมือนเดิม รวมทั้งอากง อาม๊า ญาติพี่น้องทางพ่อทุกคนก็รักลูก ลูกคิดถึงก็ไปหา โทรหาได้ ซึ่งตอนนี้ก็ยังไปมาหาสู่กันตลอด”

หลังจากผ่านเหตุการณ์นั้นไป คิดว่าตัวเองได้เรียนรู้อะไร?
“มันทำให้เราพึ่งพาตัวเองได้ เราต้องอยู่คนเดียวให้ได้ ต้องคิดเอง ทำเอง และต้องอดทน เราว่าการเลิกกันนี่ก็มีข้อดีนะ เพราะทำให้เรานำสิ่งที่เป็นข้อไม่ดีของตัวเองมาปรับปรุง ปรับวิธีคิด สร้างความมั่นใจให้กับตัวเองว่าเราสามารถเลี้ยงลูกเองได้ แต่บางครั้งมันก็รู้สึกว่าเหนื่อยมากเหมือนกัน”

 

Comments